mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้57
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้69
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้479
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว696
mod_vvisit_counterเดือนนี้2075
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว2090
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด224425

We have: 40 guests, 1 bots online
Your IP: 54.145.69.236
 , 
Today: มิ.ย. 24, 2017

ค้นข่าวมาเล่าจากเว็บครูไทย


PDF พิมพ์ อีเมล
ดัชนีบทความ
สารจากผู้อำนวยการโรงเรียน
สารจากผู้อำนวยการ
สารฉบับที่ 6
ฉบับที่ 5
สารผู้อำนวยการโรงเรียน
สารจากผู้อำนวยการ
ฉบับที่ 2
ทุกหน้า

 

ฉบับที่ 2

คราวที่แล้วพูดถึงความไม่แน่นอนในนโยบาย ครั้งนี้ขอพูดเกี่ยวกับองค์กรของเรา คือ โรงเรียนบ้าง การจัดการเกี่ยวกับคุณภาพของโรงเรียนนั้น ส่วนใหญ่ของผู้ใช้บริการจะมองที่ความพร้อมของ
1.อาคาร สถานที่ มีพอเพียงและทันสมัยหรือไม่ (มองที่มีมากใหญ่โต สวยงาม)
2.ครู มีจำนวนเพียงพอหรือไม่ (มองไปที่จำนวนครู)

3.ไปมาสะดวก สบายหรือไม่ (การคมนาคม,โรงเรียนในเมือง)

ฉะนั้นโรงเรียนที่มีความพร้อม ทั้ง 3 ด้าน จะมีจำนวนผู้ใช้บริการมากเป็นโรงเรียนยอดนิยม แต่โรงเรียนที่เปิดบริการรอบแรก มีวัตถุประสงค์ให้บริการในเขตพื้นที่ขาดองค์ประกอบ 3 อย่าง ผู้รับบริการที่มีเศรษฐกิจดี ก็จะให้ลูกหลานเข้าไปเรียนที่โรงเรียนที่มีความพร้อมมากกว่า รัฐจึงมีนโยบาย ทำให้โรงเรียนใกล้เคียงกัน (นโยบายเท่านั้น) แต่การปฏิบัติก็ยังไม่อำนวยให้เกิดได้ เพราะการจัดงบประมาณให้ยังคงจัดตามจำนวนนักเรียนที่มีอยู่ในแต่ละโรงเรียน โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนมากมีงบประมาณพัฒนามากก็สามารถสร้างคุณภาพ 3 อย่างได้เป็นอย่างดี โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนน้อยก็ไม่สามารถรักษาแม้แต่สภาพปัจจุบันให้คงอยู่ได้ จึงเล็กลงเรื่อย ๆ โรงเรียนใหญ่ก็โตขึ้นเรื่อยๆ (วันดีคืนดีก็จะยุบโรงเรียนเล็กเสียอย่างนั้น) ต่อไปก็คงเหลือแต่โรงเรียนประจำอำเภอและจังหวัดเท่านั้น ครูก็พิจารณาตามจำนวนนักเรียนโรงเรียนเล็กมีครูไม่ครบ กลุ่มสาระ โรงเรียนใหญ่สอนคนละ 4 - 5 คาบ มีเวลาไปทำอย่างอื่นอีกมากมายเป็นไปได้หรือไม่ จะจัดงบประมาณตามที่ควรจะมีมากกว่าที่มีอยู่ จัดครูอย่างน้อยให้ครบ 8 กลุ่มสาระ เพื่อสักวันโรงเรียน ให้ตำบลหมู่บ้านจะได้เป็นทางเลือกบ้าง ดีแต่ที่ครูเรามีความ

อดทนและทำได้แม้จะขาดแคลนผมก็ยังสบายดีอยู่พบกันใหม่มีเรื่องเล่าให้ฟังอีกมากครับ

สวัสดีครูไทย



 

 

 

 

 

 

สวัสดีครับ..เพื่อนครูขอกล่าวคำว่าสวัสดีในคราวพบกันครั้งนี้หน่อยตามคุณสมบัติของคนไทย มาคุยกันเรื่องการทำกับการคิดบ้างเพราะเป็นของคู่กัน จนมีคำเปรียบเทียบคนเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่เอาไว้ว่า  “เด็กมักจะทำก่อนคิด ผู้ใหญ่มักจะคิดก่อนทำ”  ใครเป็นผู้ใหญ่เป็นเด็กคิดเอาเองไม่ใช่ผู้ใหญ่เพราะเกิดมานานเท่านั้น เช่นเดียวกันท่านผู้นำทั้งหลายเขาจึงแบ่งออกเป็นท่านผู้นำและภาวะผู้นำ บางครั้งบางคนก็เป็นได้แค่ท่านผู้นำแต่ไม่มีภาวะผู้นำเอาเสียเลย แถมไม่เป็นผู้ใหญ่อีกก็แย่เพราะท่านผู้นำเป็นผู้กำหนดนโยบาย นโยบายก็ต้องมาจากความคิดแล้ว ถ้าคิดออกมาจากท่านคนเดียว โดยไม่ใช้วิธีรับฟังความคิดของผู้อื่นโอกาสนโยบายผิดพลาดก็มีมากขึ้นด้วยครับ เพราะผู้กำหนดไม่ใช่ผู้ทำย่อมไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง เปรียบเสมือนนักมวยกับพี่เลี้ยง นักมวยชกอยู่บนเวทีพอเสียเปรียบคู่ต่อสู้ พี่เลี้ยงบอกทำไมไม่ออกหมัดซ้าย แล้วตามด้วยเข่า คนบอกนั้นบอกได้แต่คนชกมันอาจจะทำไม่ได้เพราะออกไปอาจจะโดนสวนกลับมา ฉะนั้นพี่เลี้ยงต้องขึ้นไปลองชกเองดูบ้าง จะได้รู้ปัญหา บางทีหนักข้อเข้ากลับหาว่านักมวยโง่เสียเอง คิดได้ยังไง การศึกษาเราก็เหมือนกันครับลงมาดูแล้วสอบถามดูอย่างละเอียดบ้าง โรงเรียนมีเล็กมาก,เล็ก,กลาง,ใหญ่,ใหญ่พิเศษ ในหมู่บ้าน,ในตำบล,ในอำเภอ,ในจังหวัด ในเมืองหลวง มีปัญหาไม่เหมือนกันครับ ทุกวันก็หาทางแก้กันมายาวนาน ปฎิรูปแล้ว ปฎิรูปอีกก็ยังไม่สำเร็จแก้กฎหมายแล้วแก้กฎหมายอีกก็ยังไม่สำเร็จ ทดลองวิธีนี้ดูจะดีหรือไม่เพราะยังไม่ได้ทำคือ กระทรวงศึกษาไม่ต้องมีรัฐมนตรี ให้ปลัดกระทรวงและเลขาธิการเขาทำเอง น่าลองดูนะครับ......

สังเวชนียบุคคล
ครับ...ผมขอบัญญัติศัพท์ใหม่ สำหรับใช้พิเศษกับแนวความคิด แปลกๆบ้าง มันจะเหมาะสมใช้ในโอกาสใดหรือกับใครก็แล้วแต่..ครับ..
มาขึ้นเรื่องของเราดีกว่า ต้องขออนุญาตขอบพระคุณการย้ายคืนถิ่น...ครับ ที่ทำให้คุณครูได้กลับบ้าน แต่โรงเรียนจะร้างหรือไม่ก็ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ แต่อย่างน้อยเพื่อนครูก็มีความสุขบ้างบางกลุ่ม การจัดสรรอัตรากำลังทดแทนก็ขอให้เร็วเหมือนการย้ายทีเถิดครับ แต่โรงเรียนคงไม่ค่อยมีความหวังตามปกติ
หลายปีที่ผ่านมา วงการศึกษามีความพยายามที่จะเกลี่ยครูให้มีอัตรากำลังที่เหมาะสมเพราะมีการกระจุกตัวที่โรงเรียนในเมืองมาก โรงเรียนนอกเมืองมีครูไม่เพียงพอ ความพยายามนี้ได้มีมาตรการจูงใจในทุกด้าน ทั้งกฎหมายยังกำหนดว่า สถานที่บรรจุคือภูมิลำเนา จนเวลาผ่านไปหลายปีการบรรเทาความขาดแคลนครูในชนบทเริ่มจะดีขึ้น แต่ในปี 2555 ห้าสามตัว ก็เกิดความคิดดี ย้ายครูคืนถิ่น แทนที่จะให้ย้ายตามปกติค่อยเป็นค่อยไป ครูก็มีโอกาสได้ย้ายกลับบ้านจะเร็ว จะช้าก็เป็นไปตามกลไกของระบบราชการ แต่เท่าที่ผ่านมาทุกคนก็มีโอกาสกลับบ้านกันทุกคน ก็เป็นอย่างนี้ตามระบบ แต่....ปีนี้ใครได้ได้รับการพิจารณากลั่นกรองแล้ว สั่งตัดโอนอัตราทันทีการเกลี่ยครูที่พยายามทำมานับสิบปีก็กลับไปสู่จุดเดิม ครูก็กลับไปกระจุกที่ตัวเมืองเหมือนเดิม....ก็คงได้รับความนิยมบ้าง แต่คงไม่คุ้มจากเสียงด่าจากผู้ปกครองและโรงเรียนที่ห่างไกลครับ....แล้วที่สำคัญอีกห้าปีสิบปีข้างหน้า ครูจะเปลี่ยนภูมิลำเนา เพราะไปสร้างบ้านในตัวเมือง ซื้อบ้านในตัวเมืองเพื่อให้ลูกไปอาศัยเรียนหนังสือ ย้ายทะเบียนบ้านเข้าไปอยู่ในเมืองแล้วพวกเขาจะได้ย้ายบ้างหรือไม่ หรือจะทำเพียงปี 2555 เพียงปีเดียว คำถาม ทำทำไม ทำเพื่ออะไร ทำเพื่อใคร ประชาชนได้อะไร คิดได้ยังไง สุดท้ายคือเข้าใจปัญหาโรงเรียนแค่ไหน มันมีความชอบธรรมเฉพาะคนในปี 2555 ที่เขียนย้ายเท่านั้นหรือต้องขอให้ทำทุกปี เถิดครับเพื่อเพื่อนครูจะได้มีความสุขถ้วนหน้า...สวัสดีครับ...