mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้15
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้98
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้15
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว728
mod_vvisit_counterเดือนนี้2608
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3207
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด220089

We have: 10 guests online
Your IP: 54.81.216.152
 , 
Today: เม.ย. 29, 2017

ค้นข่าวมาเล่าจากเว็บครูไทย


PDF พิมพ์ อีเมล
ดัชนีบทความ
สารจากผู้อำนวยการโรงเรียน
สารจากผู้อำนวยการ
สารฉบับที่ 6
ฉบับที่ 5
สารผู้อำนวยการโรงเรียน
สารจากผู้อำนวยการ
ฉบับที่ 2
ทุกหน้า

เด็กไทยคิดไม่เป็น

จากไปนานด้วยมีภาระกิจในการทำงานมากจนไม่มีเวลา มาขีดเขียนความคิด ซึ่งก็เป็นความคิดจากประสบการณ์ที่ได้พบเห็น แม้จะไม่ใช่เชิงวิชาการที่จะอ้างใคร ๆ เขาเคยคิดไว้อย่างไร แต่มันพบเห็นเต็มสองตาก็เอามาคุยให้ฟัง เรื่องเด็กไทยคิดไม่เป็น ผมว่าเด็กมีสมองไม่ว่าชาติใดก็น่าจะคิดเป็น เพียงแต่อาจจะบรรยายกาศไม่เอื้ออำนวยให้คิดเสียมากกว่า ผมว่าเด็กไทยคิดไม่เป็นไม่น่าจะใช่ แต่ถ้าเป็นเด็กไทยไม่รู้จะคิดไปทำไมจะชัดเจนกว่า เพราะบรรยากาศไม่สนับสนุนให้คิดนั่นเอง ลองมาดูซิว่าสังคมไทยเป็นอย่างไรประการแรก "เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด" อันนี้ปิดตายความคิด   ใหม่ ๆ โดยสิ้นเชิง เพราะปลูกฝังว่าต้องเชื่อผุู้ใหญ่แล้วจะประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี ประการที่สอง คนไทยไม่เชื่อในความคิดของผู้ที่มีวัยวุฒิต่ำกว่า คุณวุฒิต่ำกว่า ตำแหน่งต่ำกว่า จึงปรากฏเหตุการณ์ เมื่อรวมกลุ่มระดมสมอง มักจะได้ความคิดรวบยอด เป็นของผู้อาวุโสในกลุ่มเสมอ แล้วผู้มีวัยุวุฒิ คุณวุฒิและตำแหน่งต่ำกว่า ก็ไม่รู้จะคิดไปทำไม คิดแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์ สู้เอาตามผู้ใหญ่ง่ายกว่ามากเลย จึงเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ ที่พบว่าเด็กไทยคิดไม่เป็นในปัจจุบันนั่นเอง เราจะแก้ไขอย่างไร ผู้เป็นครูควรจะมองแนวทางแก้ไขได้มากกว่าคนอื่น ๆ "ช่วยกันครับ".....

 


 

 

อำนาจนอกระบบต้นเหตุความล้มเหลว

กลไก การทำงานเป็นระบบการทำงานที่ถูกวางไว้ เพื่อประสานรับกันอย่างลงตัวเหมือนเครื่องจักรเครื่องยนต์ มีระบบการทำงานเป็นขั้นเป็นตอน กำหนดหน้าที่และเวลาการทำงานไว้อย่างลงตัว ทำให้สามารถผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพหากกลไกไม่ทำงานตามหน้าที่และเวลา เช่น เฟืองตัวใดควรจะหมุนเวลาใด เมื่อยังไม่ถึงเวลากลับไปหมุนก่อนหรือเฟืองตัวใดควรจะหมุนเวลานี้กลับไม่หมุน ก็จะเกิดการติดขัด ผลิตสินค้าไม่ได้ ผลผลิตไม่เกิดขึ้น เช่นเดียวกัน ข้าราชการเป็นกลไกของรัฐ รัฐจะประสบความสำเร็จก็ต้องอาศัยข้าราชการ เป็นกลไกของรัฐ รัฐจะประสานความสำเร็จก็ต้องอาศัยข้าราชการเป็นกลไกขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็น        ข้าราชการในกระทรวงใดก็ตาม หากระบบข้าราชการเกิดผิดพลาดไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการบรรจุแต่งตั้ง การเลื่อนระดับการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งอาศัยอำนาจจากภายในองค์กรเป็นตัวขับเคลื่อนการพิจารณาตามความเหมาะสมของระบบ หากมีอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงบังคับกลไกให้ทำงานไม่เป็นไปตามระบบ ตามที่กลไกนั้นควรจะทำงาน ไม่ปล่อยให้ระบบทำงานโดยปกติตามที่ควรจะเป็น กลไกของรัฐก็จะเกิดการรวนและติดขัด สุดท้ายก็จะนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด ผลงานออกมาก็ยอดแย่ ระบบราชการก็ล้มเหลว ประเทศชาติไม่เจริญก้าวหน้า ไม่สามารถแข่งขันกับชาติอื่นได้ หากไม่ป้องกันอำนาจนอกระบบซึ่งกำลังมีบทบาทแทรกแซงอย่างมากแล้วละก็ อย่าหวังเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นอีกเลย

 

 


 

 

กระบวนการคัดคนเรามีปัญหา


เพื่อนครูครับ ขณะนี้เมืองไทยเราจัดว่าเป็นเมืองที่มีการ คอรัปชั่น เป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย เป็นปัญหาการพัฒนาชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง รัฐจัดเป็นวาระแห่งชาติในการแก้ปัญหา รณรงค์เข้าสู่โรงเรียนจัดกิจกรรมให้เด็กได้ปฏิบัติบอกเพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว แต่มันน่าขำ...เพราะตัวปัญหามาคิดวิธีแก้    จริง ๆ แล้วปัญหามันอยู่ที่ว่าการคัดคนเข้ารับราชการมากกว่า เพราะรัฐกำหนดการรับโดยวิธี สอบคัดเลือก เริ่มแต่มหาวิทยาลัยรับคนสอบเก่งได้คะแนนมากเข้าศึกษา พอจบออกมาก็สอบคัดคนได้คะแนนมากเข้ารับราชการผู้ปกครองก็ต้องส่งลูกเรียนพิเศษ ลงทุนกันอย่างหนัก แล้วก็สอบลูกว่า “ตนเท่านั้นนะลูกเป็นที่พึ่งของตน,ไม่มีใครช่วยเราได้,เราต้องฉวยโอกาสเอาไว้ก่อน ฯลฯ” ล้วนแล้วแต่สอนให้เห็นแก่ตัวตนทั้งนั้น พอมารับราชการการทำเพื่อตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญและเป็นเรื่องชอบธรรม เป็นโอกาสที่จะต้องทำ เมื่อเป็นผู้รักษากฎหมายก็ตีความเพื่อประโยชน์ตนเองมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม มันซึ่งก่อให้เกิดปัญหา ทั้งนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อย่างกว้างขวางมากมาย หาหลักฐานได้ยากเพราะคนก่อปัญหาล้วนแต่เป็นคนเก่งที่ไร้จิตวิญญาณคนดี ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเลือกคนดีมากกว่าคนเก่งมารับใช้สังคม คุณครูเริ่มก่อนนะครับจงสร้างคนดีไปพร้อม ๆ กับคนเก่งให้กับสังคม อย่าสร้างแต่คนเก่งแต่เอาเปรียบสังคมอีกต่อไปครับ...ขอบคุณ..




 

เป็นกาอย่าอยากเป็นหงส์

อีกามองเห็นหงส์ สง่างาม ก็คิดอยากจะเป็นหงส์ พยายามยืดอก ยกคอ ก็ไม่อาจเป็นหงส์ได้ ขัดถูขนของตนก็ไม่อาจจะขาวได้อย่างหงส์ จนแล้วจนรอด ก็ไม่อาจเป็นอย่างหงส์ได้ กาคิดดูถูกตนเองว่า เกิดมาไม่ขาวสง่างามไม่ระหงทรงสง่าเหมือนหงส์ “ทำไมจึงไม่กำเนิดเกิดเป็นหงส์มาเสียแต่แรก” อนิจจา กาไม่เคยมองเห็นส่วนที่ตนเองมีดีกว่าหงส์ ที่ทำให้ตนดำรงชีพอยู่ได้สืบเผ่าพันธุ์อยู่ได้มาอย่างยาวนาน ลืมว่าการอยู่รอดของตนก็เพราะสีดำแห่งกายตน รูปร่างที่เล็กแต่ว่องไวของตน  การมีนิสัยตื่นแต่เช้าของตนได้เปรียบสัตว์อื่น ๆ ทำให้อยู่มาได้อย่างปลอดภัยและยาวนาน “คนไทยครับ” เรามีดีของเราเช่นอีกา อย่าคิดว่าวิธีอย่างฝรั่ง จะดีกว่าวิธีของไทย ที่สืบทอดกันมายาวนานชั่วลูกชั่วหลาน รักษาตนเองเป็นเอกราชมาโดยตลอด คนไทยไม่ฉลาดจะอยู่ได้อย่างทุกวันนี้หรือเราพัฒนาการเรียนการสอนของเราตามแบบฉบับวิถีไทยมาโดยตลอดมาวันนี้บอกว่าไม่เหมาะสมไม่ดี แล้วไปยกแบบฝรั่งมาใช้ เชื่อฝรั่งแล้วจะดี “อย่าเหมือนอีกาเลนครับ  ไม่มีโอกาสเป็นหงส์ได้” ไทยเราก็น่าจะเช่นกัน ครับ

 

 


เปิดเทอมใหม่

 

 

พบกันอีกครั้งในช่วงเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา ๒๕๕๖ ซึ่งมีนโยบายใหม่ ๆ อีกมากมายให้ครูเราทำ พร้อมทั้งคดีความของวงการศึกษาไทยที่จับได้ไล่ทันบ้าง จากไม่รู้อีกกี่พฤติกรรมที่จับไม่ได้ ก็ว่ากันไป แต่ครูไทยก็ต้องวิ่งตามแทบจะไม่ทันบ้างก็หกล้ม ล้มลุกคลุกคลานกันมา ช่วยพยุงกันขึ้นมาบ้าง ร่วมเดินทางบนเส้นทางการศึกษา มาได้ด้วยดีแม้ว่าจะไม่เต็ม ๑๐๐ %  ก็ตาม การยุบโรงเรียนขนาดเล็กก็เป็นปัญหาหนึ่งที่มีผลกระทบต่อชุมชนและคนในบางพื้นที่ ที่ไม่สามารถส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนใกล้เคียงได้ อาจจะด้วยสภาพการดำรงชีวิตที่ต้องอาศัยเด็กช่วยเหลือหรืออื่น ๆ อีกมากมาย และเรื่องงของคุณภาพการจัดการศึกษาที่ผู้บริหารระดับสูงมอง ซึ่งมันก็ท่านนั่นแหละที่บริหารจนทำให้มันมีคุณภาพต่างกัน อันเนื่องมาจากนโยบายที่ส่งเสริมให้ยิ่งโตยิ่งเจริญ ยิ่งเล็กยิ่งไม่มีคุณภาพจนสุดท้ายก็เสนอยุบเอง “โครงการโรงเรียนดีใกล้บ้าน” กำลังจะเป็นโรงเรียนดีไกลบ้านแล้วละครับ แม้แต่นโยบายก็ยังขัดกันเองกับการปฏิบัติสมแล้วที่ฝรั่งเขาวิจัยว่า “คนไทย มีวิธีคิดและการปฏิบัติตรงข้ามกัน” ก็น่าจะจริงทำไมท่านไม่คิดกลับด้านเหมือนโรงเรียนกลับด้านบ้าง คือ ยุบโรงเรียนใหญ่ให้โรงเรียนเล็กโต คือ กำหนดนักเรียนในโรงเรียนพัฒนาคุณภาพพิเศษให้อยู่ในวงจำกัด โรงเรียนยอดนิยมให้รับจำนวนจำกัด แล้วให้เขาเป็นนิติบุคคลในด้านการบริหารอย่างแท้จริง “โดยควบคุมเฉพาะจำนวนนักเรียน” แล้วทุ่มเทงบประมาณไปพัฒนาโรงเรียนปกติให้เจริญขึ้นอีกไม่นานก็จะเกิดโรงเรียนดีใกล้บ้าน มากกว่าโรงเรียนดีใกล้บ้านเพื่อขอรับการประเมินเท่านั้น

 


 

ช่วยกัน.....คิด.....ดูที

การลองผิดลองถูก การคิดแยกส่วน เป็นสาเหตุแห่งความล้มเหลวของการพัฒนา การดำเนินงานโดยไม่ระดมความคิดจากทุกภาคส่วน เช่น นักวิชาการ ผู้ปฏิบัติและผู้รับบริการ จึงไม่ได้ข้อมูลที่จะตอบโจทย์การแก้ปัญหา หากข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อมูลจากทุกส่วนที่มีส่วนในการคิดและการคิดต้องคิดภาพรวมทั้งหมดว่ามันมีผลกระทบกับส่วนประกอบอื่น ๆ หรือไม่ ซึ่งมันประกอบหลายส่วน เช่นกัน ปรับโครงสร้างกระทบตำแหน่ง ปรับตำแหน่งกระทบบุคคล ปรับบุคคลกระทบจิตใจ มี สมศ.กระทบงบประมาณ กระทบการทำงาน กระทบบุคคลและจิตใจ มี อ.ก.ค.ศ.กระทบประสิทธิภาพการทำงาน กระทบขวัญกำลังใจ กระทบจิตใจ มี สทศ.กระทบงบประมาณ กระทบการทำงาน กระทบจิตใจ แต่ผลที่ได้รับก็ธรรมดาไม่ดีขึ้น แต่ค่อนข้างลดลง ต่ำลงและปัญหามากขึ้น

การจะทำอะไร ต้องมีผลกระทบเป็นธรรมดา แต่ผลกระทบต้องก่อให้เกิดผลดีมากกว่าผลไม่ดี หรือถ้าจะมีผลไม่ดีบ้าง ก็ขอให้มีเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ พอรับได้ ก็จะพอนำไปสู่ความสำเร็จได้บ้าง แต่ที่มองเห็นในปัจจุบันนี้ มีแต่คำกล่าวขวัญถึงแต่ในทางลบทั้งสิ้น มันก็ต้องพิจารณานักบริหารที่ดี ต้องฟัง คิด วิเคราะห์ รู้จักเลือกใช้ข้อมูล เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดปัจจัยหลักสู่ความสำเร็จ ลองสำรวจดูซิว่า อ.ก.ค.ศ. สมศ. สมศ. ครูเขาคิดอย่างไร..........

 

 

 


 

แยกกันทำงาน แต่ไม่ได้แยกกันอยู่

ไม่มีใครปฏิเสธว่า การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาชาติ แต่การจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ไม่ได้อยู่ที่ความคิดของคน คนเดียวหรือกลุ่มคนบางกลุ่มที่คิดว่าเหมาะคิดว่าควรคิด แต่แท้ที่จริงมันขึ้นอยู่กับคนทุกคนที่มีส่วนร่วมและเกี่ยวข้อง โครงสร้างแม้ว่าผู้มีอำนาจจะมองว่าไม่สำคัญ แต่คนที่อยู่ในโครงสร้าง อยู่แบบจำใจก็ไร้ประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้มีอำนาจอย่าเป็นคนคิดออกแบบและสร้างบ้านแล้วจัดคนเข้าไปอยู่ คนที่อาศัยอยู่ในบ้านถ้ามีความอึดอัดแล้วจะอยู่กันอย่างไร อยู่ไปอย่างไร้วิญญาณ อยู่ไปวัน ๆ อยู่ไปอย่างนั้น ไม่กวาด ไม่เช็ด ไม่ถู ไม่ดูแล คิดแต่จะหนีออกจากบ้าน แล้วบ้านจะเป็นอย่างไร ไม่อยากคิด หากให้เขาเลือกแบบบ้านเองสร้างบ้านเองแล้วเข้าไปอยู่อาศัยเอง แม้บ้านจะสับปะรังเคแค่ไหน เขาก็มีความสุขและคิดหาทางจะปรับปรุงบ้านให้ดียิ่งขึ้น สุดท้ายบ้านที่อาศัยก็จะกลายเป็นบ้านตามอุดมคติของคนที่เข้าอาศัย การจะปรับโครงสร้างทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นมัธยมศึกษาหรือประถมศึกษา ก็ขอให้ฟังคนที่เขาอาศัยบ้าง อย่าคิดเป็นผู้ออกแบบและสร้างเอง แล้วจัดเขาให้เข้าไปอยู่เลย หากทำเช่นนั้น ท่านก็จะได้เพียงผู้จำใจอาศัยอยู่แล้วรอวันจากไปมากกว่า ผู้ที่เต็มใจอาศัยอยู่และอาลัยรักเมื่อถึงคราวต้องจากไป อะไรมันได้คุณภาพกว่ากัน ประถม มัธยม แม้จะแยกจากกัน แต่ก็แยกกันทำงาน ไม่ได้แยกกันอยู่เราทำงานร่วมกัน หน่วยงานอื่น ๆ ทั้งประเทศก็ไม่เห็นได้มารวมกันทั้งหมดประเทศยังอยู่ได้ แค่จะแยกประถม มัธยม ออกจากกัน การศึกษาก็คงไปถึงกับพบจุดจบเป็นแน่ มันขึ้นอยู่กับสามัญสำนึกของบุคลากร ขอให้เขาอยู่บ้านด้วยความสุข สุขภาพจิตดี ก็จะนำมาซึ่ง สำนึกร่วมในการจัดการศึกษาในอนาคตต่อไป เราแยกกันทำงานครับ ไม่ได้แยกกันอยู่จึงไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่แต่อย่างใด

 

 


เนื่องจากฉบับที่ 2

การบริหารจัดการทำให้โรงเรียนมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน คงไม่ต้องไปพูดถึงเท่าเทียมกัน เอาแค่ใกล้เคียงกันได้ก็ดีแล้วครับ การจะทำให้ใกล้เคียงกันนั้น มันก็ต้องปรับวิธีการคิดเสียใหม่ จากการบริหารแบบมีผู้เรียนมากจึงจัดงบประมาณให้มาเป็นให้งบประมาณเพื่อสร้างความพร้อมก่อนแล้ว ผู้เรียนจะเลือกเรียนเองจะดีกว่าไหม (บริหารเชิงธุรกิจ) เขาลงทุนสร้างโรงแรมให้สวยงามพร้อมบริการระดับ 5 ดาวก่อน คนก็จะเลือกเข้าพักเอง คงไม่มีโรงแรมใดที่คนพักมากค่อยพัฒนา คงต้องรอวันล้มเหมือนโรงเรียนเล็กของกระทรวงศึกษาธิการเรา  การจัดงบประมาณงบรายหัวก็ต้องจัดให้กับนักเรียนที่มีอยู่จริง อย่างนี้เงินรายหัวก็ไหลเข้าโรงเรียนชื่อดังหมดโรงเรียนเล็ก ๆ ก็รอวันตาย รอการยุบรวมโดยไม่คิดว่าโรงเรียนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชุมชนแต่ละชุมชน ซึ่งต้องมี “บวร” บ = บ้าน  ว=วัด  ร = โรงเรียน มันขาดกันได้เมื่อไหร่เพราะเราคือไทย ไม่ใช่ฝรั่ง “โรงเรียนดีใกล้บ้าน” ดีอย่างไร ดีที่ชาวบ้านผูกพันครู-นักเรียน ผูกพันตั้งใจร่วมมือกันพัฒนา คงไม่ใช่ 100 โรงเรียนดีที่พิจารณา จากผลการสอบมาตรฐานมหาวิทยาลัยหรือการเข้าศึกษาต่อในคณะยอดนิยม เพราะโรงเรียนเหล่านั้นไม่เคยสอนเด็กอ่อน งบประมาณก็มีมากตามรายหัว แถมโครงการพิเศษอีกโรงเรียนดีใกล้บ้านอย่างเรา ไม่เคยเลือกสอนใคร งบประมาณก็น้อยแต่มากด้วยน้ำใจ เด็กอาจจะไม่เก่ง แต่ไม่เห็นแก่ตัวครับ

อยู่โรงเรียนอย่างครู                  ผู้สร้างค่า
พัฒนาศิษย์เก่างดงาม               ตามวิถี
ทุ่มกายใจให้ความรู้                  คือ ครูดี
แม้ไม่มีใครเยินยอ                    ก็พอใจ

 

 

 


 

เรื่องต่อเนื่อง

ทำไมต้องเลือกตั้ง อ.ก.ค.ศ.ทั้งหมด มีเหตุผลการที่ พรบ.กำหนดให้มี อ.ก.ค.ศ. ขึ้นเพื่อให้เป็นองค์คณะบุคคลที่ควบอำนาจเขตพื้นที่การศึกษา ที่เป็นผู้มีอำนาจ มิให้ใช้อำนาจโดยพิจารณาความเหมาะสมแต่เพียงฝ่ายเดียว อ.ก.ค.ศ.ก็เปรียบเสมือนองค์กรอิสระที่ไม่ขึ้นตรงต่อ ข้าราชการประจำในสำนักงานเขตนั่นเอง แต่ถ้ามีบางส่วนที่มาจากการแต่งตั้งหรือเขตเป็นผู้เสนอชื่อเพื่อให้ส่วนกลางคัดเลือกก็ตาม ก็เหมือนอันเดียวกับกันการแต่งตั้งนั่นเองผิดแต่วิธีการเท่านั้นที่ทำให้ดูดี แต่สุดท้ายการคัดเลือกบุคคลก็คือนักการเมืองกับข้าราชการประจำนั่นเอง เป็นผู้กำหนดแล้วองค์กรอิสระจะมีอิสระในการคิดได้อย่างไรก็ต้องรับความเห็นชอบจากผู้แต่งตั้งมา ถ้าร้ายหนักก็เป็นเครื่องมือของนักการเมืองและข้าราชการประจำนั่นเอง อาจจะมีคนแย้งบางว่าเลือกตั้งทั้งหมดก็อาจจะได้คนไม่ดีที่แสวงหาผลประโยชน์เหมือนกัน แต่การเลือกตั้งมันเป็นทางเลือกของผู้รับผลประโยชน์เอง และเป็นสิทธิของเขาตามระบอบประชาธิปไตย สักวันเขาคงจะเข้าใจว่าจะต้องเลือกคนอย่างไรดี มันยังจะดีกว่าผู้มีอำนาจทำเป็นห่วงใยโดยคิดว่าตนเองถูกต้องและคัดคนดีมาให้แล้วมากกว่า มิใช่หรือ....

 

 


 

เรื่องจากฉบับที่ 1

สวัสดีครับคุณครูทุก ๆ ท่าน เปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษานี้ เราก็ต้องทำหน้าที่ครูที่ดีต่อไป ขอบคุณครับที่เรารักและห่วงใยกันผมได้คุยไปหลายฉบับแล้ว คราวนี้ขอเสนอแนวคิดตามที่ได้นำเสนอมาตั้งแต่ฉบับที่ 1 เลยนะครับ ฉบับที่ 1 เมื่อเดือนมกราคม 2555 พูดถึงเรื่องการเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและองค์คณะบุุคคล อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา การจะเปลี่ยนรัฐมนตรีนั้นเป็นการบริหารจัดการของรัฐบาล ซึ่งท่านจะทำเพื่ออะไร เราไม่รับรู้ แต่แนวนโยบายแห่งรัฐไม่ควรเปลี่ยนแปลง ควรจะดำเนินการต่อเนื่อง แต่อาจจะเปลี่ยนที่กลยุทธ์ เพื่อความสำเร็จก็จะทำให้งานสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง การปรับเปลี่ยนที่เกิดผลกระทบไม่ควรทำ เช่น การย้ายครูคืนถิ่น การยุบโรงเรียนขนาดเล็ก การประเมินรักษาสภาพวิทยฐานะหรือใบประกอบวิชาชีพครู ล้วนทำลายขวัญกำลังใจครูทั้งสิ้น (ถ้าเปลี่ยนขอให้ควรมีคุณภาพเสียก่อนค่อยทำ) อ.ก.ค.ศ. เป็นเหตุทำลายการคิดที่ดีทำดีอยู่แล้ว เพราะคนดีไม่ได้รับผลตามคาดหวังแต่คนวิ่งเต้นได้รับผล เช่น ใช้เงินและผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลังหนุนส่ง เพราะเรารู้อยู่ว่าองค์คณะ อ.ก.ค.ศ. ประกอบขึ้นด้วย กลุ่มคนที่มีมา 3 แบบ คือแบบโดยตำแหน่ง 1 แบบ เลือกตั้ง 3 แต่แบบแต่งตั้งมามีถึง 6 คน ใครแต่งตั้งทุกคนรับรู้ 6/4 ประชุมอย่างไร 6 ชนะ ลูกเดียวครับควรเปลี่ยนให้เป็นเลือกตั้งทั้งหมดครับ....จะดีขึ้น.....

 

 

 


 

O-NET

สพฐ. จะกำหนดเส้นสีเขียวที่เปอร์เซ็นต์ไทร์แรงค์ที่ 70 ซึ่งเส้นนี้จะอยู่เหนือสีแดง ถ้าโรงเรียนใดมีคะแนนเฉลี่ยอยู่เหนือเส้นสีเขียว สพฐ.จะดึงครูไปเป็นครูต้นแบบเป็นวิทยากรประจำเขตต่อไป คุณครูครับการที่เราจะยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน o-net  ได้นั้นผมเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่ามันต้องพร้อมทั้ง 2 ด้าน คือ   ครูและนักเรียน วันนี้เราจะไม่แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องนักเรียน  แต่ลองมามองด้านครูดูบ้าง “ครูเก่ง นักเรียนต้องเก่ง” คุณครูว่าจริงหรือไม่ ครูเก่งเป็นอย่างไร ก็คงต้องเก่งทั้งด้านความรู้และวิธีการถ่ายทอด บวกกับความเอาใจใส่ ด้านความรู้ ครูก็ต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอเพื่อค้นหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ด้านการถ่ายทอด ครูต้องศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร ตัวชี้วัด เพื่อจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เป็นขั้นตอนแรก แล้วนำแผนมาสู่กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่จะต้องดำเนินการตามแผนทุกขั้นตอน สุดท้ายก็ดำเนินการวัดผลที่จะต้องสามารถวัดได้ทุกตัวชี้วัด เพื่อวิเคราะห์ผู้เรียนว่าพัฒนาการตามเป้าหมายหรือไม่ คุณครูครับเราทำอย่างนั้นหรือไม่หรือเขียนแผนแต่พอส่งสอนตามหนังสือ วัดผลตามที่สอน คือ สอนได้เท่าใดก็วัดเท่านั้นคงต้องเหนื่อยบ้างครับเพื่อยกระดับลูกศิษย์เราถ้าไม่เช่นนั้นคงจะไม่สามารถนำพาลูกศิษย์ ยกระดับผ่านเส้นสีเขียวได้อย่างแน่นอน ขอให้คุณครูที่รักทุกท่านลืมวิถีชีวิตครูยุคเก่าแล้วก้าวเข้าสู่ครูยุคใหม่ วิธีการจัดการเรียนรู้ยุคใหม่เพื่อเตรียมไว้ สู่ประชาคมอาเซียน เถิดนะครับ.....

 


......ทำไมคิดว่าเด็กไทยส่วนใหญ่ คิดไม่เป็น.....

 

การคิดวิเคราะห์ เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่ไทยเราพยายามวัดจากเด็กผ่านมาจนปัจจุบันนี้ ก็ยังรายงานว่า เด็กไทยส่วนใหญ่คิดวิเคราะห์ไม่เป็นแล้วก็พยายามวางแผนแก้ไขทั้งภาครัฐและเอกชน มีการจัดกิจกรรมมากมาย เช่น การเข้าค่ายเพื่อพัฒนาบ้าง กิจกรรมอื่น ๆ บ้าง แล้วแต่ผู้ใหญ่จะคิดได้หรือรับของเขามาบ้าง แต่ก็ยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจในการวัดผลทุกปีเรามาดูสังคมไทยได้วางรากฐานเยาวชนเอาไว้หรือเปล่า โดยปกติคนจะใช้ความคิดเมื่อได้พบปรากฏการแล้วจะประมวลประสบการณ์เพื่อวิเคราะห์สาเหตุแล้ววิเคราะห์วิธีการแก้ ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ ประสบการณ์ ซึ่งก็จะมาจากการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวอย่างหนึ่งและการกล่อมเกลาทางสังคมอีกอย่างหนึ่ง คราวนี้ลองมาดูกันบ้างว่าทั้งสองอย่างที่ยกตัวอย่างมานี้ในสังคมไทยเป็นอย่างไร การอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวไทยได้สร้างความมั่นใจ การช่วยเหลือตนเองหรือไม่เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ หรือเราเลี้ยงดูแบบทำให้หมด คิดให้หมด ระแวงไปหมด ไม่เชื่อไปหมด (เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด) หรือจะเปลี่ยนเป็นลองให้หมามันกัดเสียบ้าง จะได้คิดหาวิธีป้องกันหมากัดเอง ต่อไปจะได้ไม่ต้องอาศัยผู้ใหญ่ มาถึงสังคมไทยเป็นสังคมเปิดโอกาสให้เด็กได้รับรู้เลือกการพัฒนาตนเองหรือไม่หรือผู้ใหญ่จัดวางรูปแบบให้หมด ไม่ต้องวิเคราะห์มีไว้ให้หมดแล้ว จงทำตามแบบหรือกรอบที่กำหนดไว้แล้ว จะเป็นคนเก่ง คนดีและมีสุข “หรือไม่” แล้วจะปรับอย่างไรในความเชื่อ วิถีชีวิต วิธีคิด ในการอบรมเลี้ยงดูอย่างครอบครัวไทย แล้วเราจะทำอย่างไรกับความเชื่อ วิถีชีวิต วิธีคิดทางสังคมไทย หรือเราจะเข้าใจผิดกันไปเองว่า เด็กไทยส่วนใหญ่คิดวิเคราะห์ไม่เป็น หากแต่ว่าเขามีวิธีคิดวิเคราะห์แบบไทย ๆ ต่างหากละครับ....




O – NET
(โอ-เข็ด)

 

การวัดผลระดับชาติที่ยอดฮิต เพื่อนครูต้องเพียรพยายามติวนักเรียนเพื่อให้ทำข้อสอบ O-net  ให้ได้ เพื่อยกระดับผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น มิฉะนั้น สมศ. จะไม่รับรองหรือครูที่ไม่ได้วิทยฐานะสูงขึ้นเช่นกัน
ลองมาพูดถึง O-net ดูที่คราวนี้ ข้อสอบที่คนออกไม่ได้จัดการเรียนรู้ให้กับเด็กที่เชื่อว่ามีมาตรฐานคือสามารถจำแนกคน อ่อน ปานกลางและเก่งได้เป็นอย่างดีและมีอิทธิพลสูงสุดในการที่ สมศ. จะรับรองโรงเรียนหรือไม่รับรอง เพราะมาตรฐานอื่นจะดีมากหมด o-net ปรับปรุงเป็นโรงเรียนนั้นไม่มีมาตรฐานทันที ก็ดีครับถ้านักเรียนทุกคนมีพื้นฐานก่อนเข้าเรียนหรือมารับการพัฒนาเท่ากันทุกคน แต่ในความเป็นจริงแล้วนักเรียนในแต่ละโรงเรียนไม่ได้มีพื้นฐานเท่ากันหรอกครับ โรงเรียนดังมีชื่อเสียงที่คนแย่งกันเข้าจนมีเรื่องมีตำนาน ผู้อำนวยการโรงเรียนเดือดร้อนเป็นแถว เขาคัดเอาคนเก่งไปเรียนจนหมดแล้วครับ ที่เขาไม่อยากคือคนอ่อนครับ แล้วก็ผลักดันให้ไปกลับสู่โรงเรียนเล็ก ๆ ซึ่งไม่มีโอกาสเลือกเลย ผมจึงขอคารวะคุณครูโรงเรียนเล็ก ๆ รอบนอกด้วยความจริงใจ ที่ท่านไม่เลือกสอนใครอย่างแท้จริง ฉะนั้นเมื่อพื้นฐานคนไม่เท่ากันการพัฒนาให้คนเจริญก้าวหน้า เขาต้องวัดที่พัฒนาการไม่ใช่หรือ ข้อสอบของท่าน (O-net) ที่ทดสอบก่อนเรียนแล้ววัดหลังเรียนหรือไม่ ยกตัวอย่างก่อนเรียนเด็กชายบุญน้อย อยู่โรงเรียนขนาดเล็กพื้นฐานเขียน ก-ฮ  ไม่ได้ แต่เด็กชายบุญมากอยู่โรงเรียนดัง เขียนหนังสือได้คล่องพอเรียนไประยะเวลาเท่ากัน ท่านก็วัดเด็กโดยให้ทั้งสองคนเขียนเรียงความ ถ้าเกิดทั้งสองคนเขียนได้เท่ากัน ท่านลองคิดซิว่าใครพัฒนาได้มากกว่ากัน ข้อสอบ o-net จึงเหมาะสมเป็นเพียงข้อสอบคัดคนเท่านั้นไม่ได้วัดพัฒนาการของคนแต่อย่างใด แล้วจะมาชี้โรงเรียนว่าเขามีมาตรฐานหรือไม่มีรับรองหรือไม่รับรองเขาได้อย่างไร เพราะโรงเรียนที่ดี น่าจะเป็นโรงเรียนที่สอนคนไม่เก่งให้เก่ง สอนคนไม่รู้ให้รู้ หรือจะเป็นสอนคนเก่งให้เก่งสอนคนรู้ให้รู้แล้วโรงเรียนหรือครูคนไหนน่าสรรเสริญกว่ากันครับ.......


 

**คนทำไม่ได้คิด....คนคิดไม่ได้ทำ**

สวัสดีครับ............เพื่อนครูขอกล่าวคำว่าสวัสดีในคราวพบกันครั้งนี้หน่อยตามคุณสมบัติของคนไทย มาคุยกันเรื่องการทำกับการคิดบ้างเพราะเป็นของคู่กัน จนมีคำเปรียบเทียบคนเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่เอาไว้ว่า
“เด็กมักจะทำก่อนคิด ผู้ใหญ่มักจะคิดก่อนทำ” ใครเป็นผู้ใหญ่เป็นเด็กคิดเอาเองไม่ใช่ผู้ใหญ่เพราะเกิดมานานเท่านั้น เช่นเดียวกันท่านผู้นำทั้งหลายเขาจึงแบ่งออกเป็นท่านผู้นำและภาวะผู้นำ บางครั้งบางคนก็เป็นได้แค่ท่านผู้นำแต่ไม่มีภาวะผู้นำเอาเสียเลย แถมไม่เป็นผู้ใหญ่อีกก็แย่เพราะท่านผู้นำเป็นผู้กำหนดนโยบาย นโยบายก็ต้องมาจากความคิดแล้ว ถ้าคิดออกมาจากท่านคนเดียว โดยไม่ใช้วิธีรับฟังความคิดของผู้อื่นโอกาสนโยบายผิดพลาดก็มีมากขึ้นด้วยครับ เพราะผู้กำหนดไม่ใช่ผู้ทำย่อมไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง เปรียบเสมือนนักมวยกับพี่เลี้ยง นักมวยชกอยู่บนเวทีพอเสียเปรียบคู่ต่อสู้ พี่เลี้ยงบอกทำไมไม่ออกหมัดซ้าย แล้วตามด้วยเข่า คนบอกนั้นบอกได้แต่คนชกมันอาจจะทำไม่ได้เพราะออกไปอาจจะโดนสวนกลับมา ฉะนั้นพี่เลี้ยงต้องขึ้นไปลองชกเองดูบ้าง จะได้รู้ปัญหา บางทีหนักข้อเข้ากลับหาว่านักมวยโง่เสียเอง คิดได้ยังไง การศึกษาเราก็เหมือนกันครับลงมาดูแล้วสอบถามดูอย่างละเอียดบ้าง โรงเรียนมีเล็กมาก,เล็ก,กลาง,ใหญ่,ใหญ่พิเศษ ในหมู่บ้าน,ในตำบล,ในอำเภอ,ในจังหวัด ในเมืองหลวง มีปัญหาไม่เหมือนกันครับ ทุกวันก็หาทางแก้กันมายาวนาน ปฎิรูปแล้ว ปฎิรูปอีกก็ยังไม่สำเร็จแก้กฎหมายแล้วแก้กฎหมายอีกก็ยังไม่สำเร็จ ทดลองวิธีนี้ดูจะดีหรือไม่เพราะยังไม่ได้ทำคือ กระทรวงศึกษาไม่ต้องมีรัฐมนตรี ให้ปลัดกระทรวงและเลขาธิการเขาทำเอง น่าลองดูนะครับ......

 


 

 

 

เหตุเพราะทุนนิยม

ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ ! ข่าวนักเรียนสอบเข้าเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียงไม่ได้ แล้วร้องเรียนผู้อำนวยการโรงเรียนมีให้เห็นทุกปี แล้วลุกลามไปสู่การกล่าวหาผู้อำนวยการว่ามีการทุจริตไปพร้อม ๆ กัน กับการกล่าวหาว่ารับนักเรียนเข้าเรียนไม่เป็นธรรม ไม่น่าแปลกเลยครับการผู้ปกครองที่รักลูกและอยากให้ลูกได้เข้าเรียนในโรงเรียนดีดี ตามความรู้สึกของเขาที่อาจจะมองปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โรงเรียนดีคือโรงเรียนที่มีความพร้อมด้านอาคารทันสมัยใหญ่โตสวยงาม มีครูมาก มีอุปกรณ์ทันสมัยมาก มีคนเข้าเรียนมาก ไม่ได้มองว่า ครูมีความรู้แค่ไหน ตั้งใจสอนนักเรียนหรือไม่ หรือมุ่งสอนพิเศษหารายได้เป็นหลัก เหล่านี้คือเนื้อหาของการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน ส่วนมากผู้ปกครองไม่สนใจอาจเป็นเพราะมิติเนื้อหามองไม่เห็นด้วยสายตาของคนระดับปกติครับ
แต่ก็ไม่โทษใครเพราะสังคมเราเป็นสังคมเศรษฐกิจทุนนิยมเป็นผู้บริโภคนิยม ได้รับการโหมกระหน่ำ โฆษณากระตุ้นการบริโภคคนส่วนใหญ่จึงติดอยู่กับยี่ห้อ (
Brand) จึงเป็นการยากมากครับที่เราจะแก้ไขไม่ว่าจำไปสร้างแบรนเทียบเคียง (โรงเรียนคู่ขนาน) สร้างแบรนนิยม (สร้างโรงเรียนใช้ชื่อเดียวกัน) มีผู้กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยากที่สุดคือ เปลี่ยนความเชื่อและวิถีชีวิตของคนปล่อยไปเถิดครับ อย่าคิดทำให้คนทุกคนเท่าเทียมกันในทุกเรื่องมันฝืนธรรมชาติครับ.....